Menu
CONTACT US : +(66) 2028-2222

ร้านน้องแอม: “ข้าวพอไหม” ประโยคคุ้นใจจากร้านข้าวแกงเจ้าประจำธรรมศาสตร์ รังสิต

20 | February | 2020   16:15 น.

“น้อง มีอะไรที่พวกพี่สามารถช่วยได้บ้าง มาทานข้าวที่ร้านพี่ไหม แม่พี่ให้ทุนการศึกษานะ ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่มาพูดคุยกับแม่พี่ แล้วก็มาทานที่ร้านค่ะ เขาก็ทานจนจบการศึกษาแล้วเขาก็ได้งานทำเรียบร้อยแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังใช้วิธีนี้อยู่ค่ะ ” พี่หญิง-เกษร์กุสุมา รุจิพุฒธันยพัต เจ้าของร้านข้าวแกงน้องแอมรุ่นที่สอง

...

“ข้าวพอไหม” คำพูดที่ทุกคนยังจำกันได้ในฐานะหนึ่งในเรื่องราวดี ๆ ของหลากผู้คนหลายความทรงจำในรั้วธรรมศาสตร์ เพราะเป็นคำพูดติดปากของร้านข้าวแกง "น้องแอม" ธรรมศาสตร์ ร้านข้าวแกงที่เสมือนอยู่เบื้องหลังชีวิตชาวธรรมศาสตร์ รังสิตมากว่า 30 ปี

นับจากปี 2532 ร้านน้องแอมได้อยู่คู่ปากท้องของชาวธรรมศาสตร์มานับสามทศวรรษ จากนักศึกษารหัส 32 จนมารุ่นล่าสุดรหัส 62 เรียกได้ว่า สารอาหารในร่างกายบางส่วนของชาวธรรมศาสตร์ได้มาจากอาหารจานอร่อยที่ร้านนี้ไม่มากก็น้อย

ชื่อน้องแอม มาจากชื่อของหลานสาวของ “ป้าอู๊ด” ผู้ก่อตั้งร้าน ที่แม้ว่าวันนี้ น้องแอมจะกลายเป็นน้าแล้ว และป้าอู๊ดเน้นช่วยงานหลังครัวเป็นหลัก แล้วส่งต่อการบริหารงานให้กับพี่หญิง- เกษร์กุสุมา รุจิพุฒธันยพัต รับไม้ต่อรุ่นที่สอง แต่เสน่ห์และความใจดีอันเป็นที่เลื่องลือของร้านอาหารร้านนี้ยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม โดยมีสํานักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา ธรรมศาสตร์ คอยช่วยดูแลเหมือนดังครอบครัวเดียวกันมาเป็นเวลายาวนาน

.

“เราคือเลือดสถาบัน เราคือเลือดธรรมศาสตร์” พี่หญิงพูดถึงความสายสัมพันธ์ระหว่างเธอกับธรรมศาสตร์อย่างภูมิใจว่า กับข้าวกับปลาของร้านนี้อยู่คู่กับธรรมศาสตร์ในช่วงเวลาที่สำคัญมาหลายยุคหลายสมัย

อย่างเช่นในตอนที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เธอเล่าให้ฟังว่า “ช่วงนั้น ร้านน้องแอมมาช่วยขายอาหารให้เจ้าหน้าที่ที่เขามาทำงาน ตอนนั้นค่าวัตถุดิบช่วงหลังน้ำท่วม ของมันแพงมาก แต่เรามีความรู้สึกว่าพอเรามาเห็นทุกคนที่เขามากินข้าวที่ร้านเรา หรือคนทำงานที่เขาต่างคนต่างเดือดร้อน มันมีความรู้สึกว่าเราคือเลือดธรรมศาสตร์แล้วนะ” ความผูกพันของร้านน้องแอมกับธรรมศาสตร์ในสายตาของพี่หญิงจึงเป็นมากกว่าการขายข้าวแกง แต่เป็นความรู้สึกของการได้เป็นส่วนหนึ่งของ “ครอบครัวใหญ่” ในรั้วธรรมศาสตร์

พี่หญิง เล่าให้ฟังว่า ร้านนี้เติบโตมาพร้อมกับประสบการณ์ชีวิตของพี่หญิง ก่อนหน้าที่พี่หญิงจะตัดสินใจมาดูแลร้านช่วยแม่ พี่หญิงเป็นเจ้าหน้าที่การเงินอยู่กองคลังมาก่อน แต่ด้วยความที่เห็นแม่ยืนขายทั้งวันและรู้สึกอยากแบ่งเบาภาระแม่กับน้อง เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาดูร้านช่วยครอบครัวตั้งแต่วันนั้น

.

ชื่อร้าน “น้องแอม” มาจากชื่อของหลานคนแรกของแม่พี่หญิง และทุก ๆ จานไม่ว่าน้องนักศึกษาคนไหนมาซื้อข้าวราดแกง ทุกคนในร้านจะถามกลับเสมอว่า “น้องคะ ข้าวพอไหม” จนกลายเป็นประโยคจำของร้าน "จริง ๆ แล้วร้านเราก็ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรพิเศษ เพียงแต่พี่หญิงจะมองน้องนักศึกษาเหมือนลูกเหมือนหลาน และแม่ยังปลูกฝังพี่หญิงเสมอว่า น้องนักศึกษาที่มาเรียนเขาไม่มีรายได้ การที่เขาได้กินข้าวสักจานก็อยากให้เขากินให้อิ่ม เพื่อที่ว่าน้องนักศึกษาจะได้มีสติปัญญาไปเรียนหนังสือ”

เมนูรสชาติถูกปาก ราคาที่ถูกใจกับอาหารกว่า 40 อย่างยังคงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชาวธรรมศาสตร์ติดใจมาต่อแถวยาวเหยียดในช่วงพักเที่ยงของแต่ละวัน พี่หญิงเล่าต่อว่า “ที่ร้านจะขายข้าวราดแกงราคาหนึ่งอย่าง 25 บาท สองอย่าง 30 บาท เราขายราคานี้มาห้าหกปีแล้ว วัตดุดิบส่วนใหญ่มาจากตลาดไท แต่ถ้าเป็นเนื้อหมูหรือของสดจะมาจากสะพานใหม่ เพราะเราซื้อกับเจ้าประจำที่ของเขามีคุณภาพ” ส่วนเมนูอร่อย ๆ ที่น้อง ๆ ชอบ พี่หญิงบอกว่าเป็น “แกงเขียวหวานไก่” ยังยืนหนึ่ง เพราะเป็นสูตรของทางร้าน และพวกของทอด เช่น ไก่กรอบ ไก่ทอด ก็จะขายดีเหมือนไม่แพ้กัน

และนอกจากนักศึกษาที่แวะเวียนเข้ามาที่ร้านน้องแอมแล้วยังมีพี่ป้าน้าอาคนทำงานในมหาลัยที่เป็นลูกค้าขาประจำไม่แพ้กัน โดยเฉพาะพี่ ๆ วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่จะมาทานข้าวที่ร้านในช่วงเช้าตรู่ ซึ่งแม่พี่หญิงก็จะสอนเสมอว่า “เวลาของมากินซื้อข้าวเรา ให้เขากินอิ่ม ๆ นะเพราะว่ากว่าจะวิ่งได้เที่ยวหนึ่ง มันนานกว่าเขาจะได้เงินแต่ละครั้ง แม่ก็บอกว่าเวลาเขามาซื้อก็ให้เขาเยอะ ๆ เขาจะได้ประหยัดด้วย” พี่หญิงเล่าต่ออีกว่าครั้งหนึ่งเคยได้มีโอกาสพูดคุยกับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มาซื้อข้าวประจำที่ร้าน และวินมอเตอร์ไซค์คนนั้นบอกกับพี่หญิงว่า “ตั้งแต่เช้ามา ผมเพิ่งขับได้เที่ยวเดียวเอง ก็คือเพิ่งได้ข้าวจานนี้ที่ร้านพี่”

.

“สิ่งที่แม่บอกเราสอนเรามาตลอดว่าให้เผื่อแผ่คนอื่นมันจริงมาก เพราะเราสัมผัสได้ว่าคนที่เขาต้องการความช่วยเหลือ ถ้าเราสามารถหยิบยื่นด้วยการให้ข้าวเขา บางทีเขาขอน้ำซุปเพื่อกินอย่างเดียว ขอน้ำซุปเปล่า ๆ สักถ้วยพี่หญิงก็ตักให้เขาเราก็รู้สึกอิ่มใจแล้วค่ะ”

กว่า 32 ปี ของร้านน้องแอม จากโรงอาหารกลางสู่โรงอาหาร SC 2 พี่หญิงจะมีคำถามในใจเสมอว่า “ทำไมเรายังยืนหน้าร้านอยู่ ทั้งที่น่าจะมีคนรุ่นหลังขึ้นมาแทน แล้วเราก็คอยกำกับดูแลลูกน้องเอา” เธอได้อธิบายคำตอบอย่างน่าสนใจว่า “ถ้าพี่ได้อยู่ตรงหน้าร้าน พี่ยังสามารถช่วยน้องนักศึกษาได้อยู่เรื่อย ๆ เพราะการที่พี่ขายของตรงนี้ พี่จะใช้ประสบการณ์ที่ว่าถ้าเด็กขอข้าวเยอะ ๆ กินกับอย่างเดียว เราก็จะเริ่มสงสัยแล้วว่าน้องเขามีปัญหาเรื่องอะไรหรือเปล่า” การยืนอยู่หน้าร้านด้วยตัวเองแบบนี้จึงเป็นที่มาของการให้ “ทุนการศึกษาทานข้าวฟรีที่ร้านน้องแอม”

เคยมีน้องนักศึกษาคนหนึ่งมากินข้าวกับหมูยอชิ้นเดียว เพราะบอกว่าไม่มีตังค์ทานข้าว พี่หญิงสังเกตเห็นจึงเดินออกไปหาน้องที่โต๊ะแล้วถามว่า

“น้องมีปัญหาอะไรที่พวกพี่สามารถช่วยได้บ้าง มาทานข้าวที่ร้านพี่ไหม แม่พี่ให้ทุนการศึกษานะ ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่มาพูดคุยกับแม่พี่ แล้วก็มาทานที่ร้านค่ะ เขาก็ทานจนจบการศึกษาแล้วเขาก็ได้งานทำเรียบร้อยแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังใช้วิธีนี้อยู่ค่ะ ”     

อย่างกรณีนักศึกษาคนล่าสุดที่พี่หญิงช่วยไว้เป็นนักศึกษาคนหนึ่ง เธอสังเกตว่าน้องสั่งกับข้าวแปลกไปจากเดิม จากที่เมื่อก่อนทานกับข้าวสองอย่างกลับเหลือเพียงอย่างเดียว แต่ขอเพิ่มข้าวเหมือนเดิม พี่หญิงก็เลยสงสัยว่าน้องคนนี้ต้องมีอะไรแน่เลย จึงเดินเข้าไปคุยที่โต๊ะแล้วพามารู้จักแม่และให้ทุนทานข้าวฟรีที่ร้าน “ทุกวันนี้เขาก็ดูสดชื่นดูแบบดูมีน้ำมีนวลดูสดใส แววตาเขาจะมีความสุข อย่างบางคนเขาเป็นด็อกเตอร์แล้วเป็นเด็กทุนที่แม่ให้ไป เขาก็จะกลับมากราบแม่ เอาขนมผลไม้มาฝากพวกพี่ค่ะ”

หากใครหลายคนได้อ่านมาถึงบรรทัดนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าร้านน้องแอมเป็นร้านข้าวแกงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยการให้ และตรงกับประเด็นสุดท้ายที่พี่หญิงพูดทิ้งท้ายว่า

“ความสุขของร้านน้องแอมคือการที่เราได้อยู่ในสังคมธรรมศาสตร์ที่เป็นเหมือนครอบครัว เรามีความรู้สึกว่าเวลาที่โรงอาหารเงียบในช่วงปิดเทอมที่ไม่ได้เจอน้อง ๆ มันมีความรู้สึกว่าชีวิตเราเงียบไปเลย เหมือนเราขาดสีสันชีวิตบางอย่าง แต่เวลาที่เปิดเทอม แล้วได้ยินเสียงน้องนักศึกษามาพูดคุย มีน้องมาทักทาย สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ อะไรแบบนี้ มันเป็นกำลังใจในการทำงานตรงนี้ของเราค่ะ”

เรื่อง : เศวตโชติ วิชาชัย