Menu
CONTACT US : +(66) 2028-2222

กฤตยชญช์ นาถ้ำพลอย: อาชีพ “รุกขกร” กับการดูแลต้นไม้หมื่นต้นที่ธรรมศาสตร์

27 | December | 2019   14:41 น.

นี่เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ในประเทศไทยมีคนทำงานด้านนี้เพียงร้อยกว่าคน

อาชีพดังกล่าวคือ รุกขกร หรือ Arborist คือคนดูแลต้นไม้ในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ต้นไม้นั้นเติบโตแข็งแรง ทั้งงานปลูก ตัดแต่งกิ่ง ป้องกันแมลงและโรคให้ต้นไม้ และอีกมากมาย ซึ่งเหตุผลใหญ่ที่ต้องช่วยกันดูแลก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนรอบข้าง

กฤตยชญช์ นาถ้ำพลอย หรือเนเจอร์ นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบผังเมือง แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เป็นหนึ่งในคนร่วมร้อยคนในประเทศที่เจอทางที่ใช่ของตัวเอง

นั่นคือ การเป็นนักรุกขกร

“บ้านผมมีต้นไม้ใหญ่ค่อนข้างเยอะ แล้วก็เป็นคนที่ชอบอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เป็นนักกีฬาปีนหน้าผา ทีนี้ก็มีการอบรมหนึ่งชื่อว่าอบรมรุกขกรขั้นต้น ก็เข้าไปอบรม หลังอบรมเสร็จ ได้รับการชักชวนไปลองช่วยงานให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ งานแรกก็เป็นดูแลต้นไม้บริเวณวัดต่าง ๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วรู้สึกว่าอยากเอามาปรับใช้ และพัฒนาในมหาวิทยาลัยของตัวเองครับ”

บนพื้นที่กว่า 2,778 ไร่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีต้นไม้จำนวนมากกว่าหมื่นต้นภายในพื้นที่แห่งนี้ ตามแนวคิด Green Campus ส่งเสริมให้ผู้คนอยู่ร่วมกับพื้นที่ธรรมชาติ ที่ทางสำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา ธรรมศาสตร์ดูแลอยู่ และด้วยความที่มีต้นไม้จำนวนมากมายขนาดนี้ จึงต้องมีทีมงานเข้ามาดูแลต้นไม้ในพื้นที่ ทีมนักรุกขกร คือ กลุ่มคนนั้นที่เข้ามาช่วยเหลือดูแล

“รุกขกรของต่างประเทศเรียกว่า Arborist ครับ Arborist จะแยกออกมาเป็นหลายสาขา มีทั้ง Tree worker มีทั้งคนที่ดูแลต้นไม้อย่างเดียวอะไรประมาณนี้ครับ แต่ถ้าเป็นรุกขกรประเทศไทยก็คือคนที่ขึ้นไปตัดต้นไม้ โดยที่ปีนขึ้นไปดูแลจัดการตัดครับว่ามีปัญหาตรงไหนก็เอาตรงนั้นออก ถ้าอธิบายโดยง่าย นักรุกขกร คือ คนที่ดูแลต้นไม้นั่นเอง” 

เนเจอร์ เล่าว่า จากความรัก ชื่นชอบต้นไม้ใหญ่ ทำให้เขาเลือกมาทำงานเป็นรุกขกร แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยอัพเลเวลการเป็นรุกขกรของเขาให้ง่ายขึ้น มาจากทักษะพื้นฐานที่เขามีอยู่ก่อน นั่นคือการเป็นนักปีนผานั่นเอง

“ตอนเด็ก ๆ เป็นคนที่ชอบกีฬาเอ็กซ์ตรีมมาก แล้วก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะได้ปีนผา หรือว่าได้เล่นกิจกรรมอื่น ๆ เลย แล้วพอดีมีพี่สาวเรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ วันนั้นมาส่งพี่สาวกับพ่อกับแม่เหมือนกัน แล้วได้เห็นว่ามีผาจำลองอยู่ก็เลยเข้ามาลองปีนดูครับ ทำให้โค้ชเขาเห็นแววเรา แล้วก็ชวนให้เรามาฝึกซ้อมตั้งแต่ช่วงมัธยมฯ ครับ ซึ่งความแตกต่างระหว่างการปีนผา และการปีนต้นไม้ต่างกันค่อนข้างมากครับ หน้าผาจำลองมันปลอดภัย เห็นว่ามี Anchor แล้ว Anchor รับน้ำหนักได้ แต่กับการปีนต้นไม้นั้น ไม่สามารถคิดว่า Anchor นี้รับน้ำหนักได้เท่าไหร่  สมมติคุณเลือกสักกิ่งหนึ่ง คุณไม่รู้ว่าต้นไม้รับน้ำหนักได้หรือเปล่า ต้องใช้ความชำนาญนิดหนึ่ง”

แม้ว่าเนเจอร์จะเข้ามาช่วยงานภายในบริเวณของมหาวิทยาลัยได้เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น แต่ด้วยประสบการณ์ทั้งการเล่นกีฬาปีนผา การทำหน้าที่รุกขกรข้างนอกมหาวิทยาลัย เขาจึงสั่งสมทักษะการทำงาน จนในที่สุดเนเจอร์ได้มีโอกาสมาร่วมงานกับ สำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา ธรรมศาสตร์ ในการพัฒนาและดูแลต้นไม้ภายในมหาวิทยาลัยนั่นเอง

ในรายละเอียดเนื้องาน ที่เนเจอร์ทำงานร่วมกับทีมดูแลต้นไม้จำนวนร่วมหมื่นต้นที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งสำหรับการทำงานดูแลต้นไม้ภายในมหาวิทยาลัย จะทำกันเป็นทีมประมาณ 3-4 คน โดยแบ่งหน้าที่เป็น 1.คนปีนและตัดกิ่งไม้(งานของเนเจอร์) 2.คนที่สังเกตจุดที่ควรตัด และคอยดูแลความปลอดภัยทั้งตัวคนปีน คนที่สัญจรไปมาในบริเวณนั้น 3.คนเคลียร์กิ่งไม้

“ถ้าเป็นการปีนต้นไม้มันจะมี 2 ประเภทหลัก ๆ  ประเภทแรกเป็นประเภท Edge Climb ก็คือการที่เราปีนจากลำต้นอย่างนี้ เราก็เอาเชือกคล้องแล้วก็เดินขึ้นลำต้นเลย  กับอีกประเภทหนึ่งเขาเรียก Rope Access ครับ เป็น Double Rope แบบนี้ ก็คือเราปีนโดยเชือก ไม่ได้ปีนจากลำต้น  ส่วนเวลาปีนต้นไม้หลัก ๆ เลยวิธีคล้าย ๆ กันคือการที่เราคำนึงถึงเชือกเป็นหลัก แล้วเวลาเราจะไปกิ่งนู้นกิ่งนี้เราต้องใช้เชือกเป็นหลัก ไม่ได้เหมือนการปีนผาที่จะใช้ตัวจับตลอด แต่เป็นการโฟกัสที่เชือกมากกว่า ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัด คือ เลื่อยยนต์กับเลื่อยมือ”

ระหว่างที่เนเจอร์เล่าถึงงาน รับรู้ได้ถึง passion ที่มีต่องานนี้ ด้วยความสามารถ และความใส่ใจในงาน หากพูดในภาษาที่โรแมนติกสักนิด คือเขาสามารถ “อ่าน” ต้นไม้ออก รับรู้ว่า ต้นไม้ต้นไหนกำลังส่งเสียงขอความช่วยเหลือ ผ่านการแสดงออกของเหล่าต้นไม้ เขาเปรียบต้นไม้เหล่านี้ว่า  เหมือนของที่เรารัก ที่เราต้องดูแล ระดับที่เขายังจำต้นไม้ทุกต้นที่นับรวมแล้วกว่าสามร้อยต้นที่เขาเคยตัดแต่งกิ่งและดูแลในรั้วธรรมศาสตร์แห่งนี้

“ต้นไม้แต่ละต้นมันไม่เหมือนกัน ฉะนั้นการตัดหรือการดูแลก็แตกต่างกัน แต่มีวิธีตัดหลัก ๆ คือเราจะดูต้นไม้ ว่าแต่ละกิ่งจะมีจุดที่สะสม energy ของต้นไม้ เห็นง่ามไม้ไหมครับ มันจะมีวงขึ้นมานิดหนึ่ง ตรงนั้นเป็นจุดสะสมพลังงานของต้นไม้ครับ แล้วเราต้องตัดยังไงก็ได้ให้ใกล้กับจุดสะสมพลังงานต้นไม้มากที่สุด เพื่อที่เปลือกของต้นไม้จะหุ้มแผลได้เร็วที่สุด เพื่อว่ากันเชื้อโรค หรือแบคทีเรียเข้าไปภายในต้นไม้ ส่วนเวลาตัด ต้องไม่มีรอยฉีก เพราะรอยฉีกจะทำให้ต้นไม้สามารถหุ้มตัวเองยาก เหมือนเรามีแผลแล้วรอยฉีกมันเป็นแผลใหญ่มากขึ้น ทำให้ปิดยากขึ้นและทำให้เชื้อโรคเข้า”

 จากความชอบกีฬาเอกซ์ตรีม ประกอบกับความรักในการอนุรักษ์ต้นไม้ของเนเจอร์ เป็นแรงผลักดันในการช่วยพัฒนาพื้นที่ และการดูแลต้นไม้ เพราะมันไม่เป็นเพียงแค่ความรักในสิ่งที่ทำ แต่เป็นความเข้าใจต้นไม้ เสมือนมัน “เพื่อน” ที่รู้ใจของเขา และพร้อมดูแลในวันที่ต้นไม้เหล่านี้มีปัญหา

แม้ว่าต้นไม้จะ “เสียง” ที่ใครหลายคนอาจไม่ได้ยิน แต่เขาได้ยินเสมอผ่านสายตาที่เพ่งไปที่ต้นไม้ หรือการสัมผัสแต่ละต้น เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยประสบการณ์ และการเรียนรู้ต้นไม้เหล่านี้ ซึ่งในอนาคตเนเจอร์เองก็อยากผันตัวไปเป็นหมอต้นไม้ ผู้คอยดูแลทุกอย่างของต้นไม้

“สำหรับคนที่สนใจจะมีคอร์สอบรมตลอดทั้งปี อย่างที่ผมเคยไปอบรมก็คือรุกขกรขั้นต้นครับ มันไม่ใช่แค่วิธีการตัด มันเป็นวิธีการดูแลต้นไม้ด้วย”

เรื่อง: ศุภณัฐฐา ทรัพย์สำรวย