Menu
CONTACT US : +(66) 2028-2222

ตั้งต้น-อารยัน สู่พานิช: เจาะใจ “เด็กสเก็ต” กับห้องเรียนชีวิตที่ลานกีฬาเอ็กซ์ตรีม ธรรมศาสตร์

13 | November | 2019   18:53 น.

“ผมว่าที่นี่เป็นบ้านหลังที่สองของผมนะ และไอ้แผ่นนี้(แผ่นสเก็ตบอร์ด)ก็เหมือนแขนขาอีกข้างของร่างกายผม ผมมาเล่นทุกวันเพราะสนามมันดีที่สุดในย่านนี้”

ในบ่ายสี่โมงเย็นของทุกวัน หากใครแวะผ่านลานกีฬาเอ็กซ์ตรีม แถวหน้าลานพญานาค ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จะเห็นกลุ่มวัยรุ่นซ้อมการเล่นสเก็ตบอร์ดและกีฬาเอ็กซ์ตรีมอื่น ตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ ๆ จนถึงช่วงช่วงค่ำ

 

จากแดดแรง แดดสีอ่อน จนแสงแดดหมดไปนั้น กินเวลา 4-5 ชั่วโมง แต่พวกเขาเล่นสเก็ตบอร์ดอย่างไม่เหนื่อยล้า พวกเขาไถสเก็ตบอร์ดไปมา ทำท่ากระโดดออลลี แกร็บ(ollie grab) ไปจนถึงท่าพลิกแพลงอื่น ๆ ที่แม้จะเป็นคนนอกวงการก็ดูออกว่า แต่ละท่าของ "เด็กสเก็ต" กว่าจะทำได้ มันเกิดจากการฝึกฝนอย่างหนัก 

อารยัน สู่พานิช หรือ “ตั้งต้น” เด็กหนุ่มปวช.ปี 2 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร คือหนึ่งในกลุ่ม “เด็กสเก็ต” ที่ลานกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งนี้ เขาฝึกฝนการเล่นสเก็ตบอร์ดมานาน 2 ปี ฝึกฝนอย่างหนักจนไม่แน่ใจว่านี่คือ พรสวรรค์ พรแสวง หรือบททดสอบจากพระเจ้า เพราะเขาเคยล้มนับครั้งไม่ถ้วน หนักจนถึงขั้นนิ้วเท้าหัก กว่าที่จะกระโดดออลลีแกร็บเท่ ๆ ได้

 

ความเจ็บปวดจากการฝึกฝนอย่างหนัก กลายมาเป็นความเท่ ที่แม้ว่าจะคูลเท่าไหร่ คนที่ไม่เข้าใจมองว่านี่คือการมั่วสุมของกลุ่มวัยรุ่น ทั้งที่ยุคสมัยปัจจุบัน การเล่นสเก็ตบอร์ดถือเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง

"ผมไม่ใช่คนที่นี่นะ" ตั้งต้นเริ่มต้นสนทนา "ผมเกิดและโตที่เชียงใหม่ แต่พอมีปัญหากับเพื่อนเลยต้องย้ายมาอยู่กับพ่อแม่ที่ปทุมธานี แล้วก็เริ่มเล่นสเก็ตบอร์ดครับ สิ่งที่พวกเราเล่นอยู่ ผู้ใหญ่บางคนมองว่าเป็นพวกมั่วสุ่มเสียงดัง  แต่สำหรับผม เป้าหมายของการเล่นสเก็ตบอร์ดคือเป็นกีฬาอย่างหนึ่งครับ"

 

ขึ้นชื่อว่า “ตั้งต้น” จุดเริ่มต้นของเขาในการเล่นเกมกีฬานี้ เริ่มมาจากการเป็นแฟนคลับตัวยงติดตามดูคลิปโชว์สเก็ตบอร์ดเท่ ๆ ทางช่อง Thrasher Magazine ซึ่งเป็นสื่อที่นำเสนอคลิปโชว์สเก็ตบอร์ด แล้วลองฝึกฝนตามเรื่อย ๆ จนยอมรับว่า การเล่นสเก็ตบอร์ดแล้วได้แผลก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่พอลองเล่นท่ายาก ๆ แล้วทำได้ มันคือสิ่งที่ทำให้เขาฟินมาก

 

เมื่อปีที่แล้วตั้งต้นได้คว้ารางวัลการแข่งขันโล้บอร์ดในงานเปิดตัวสนามสเก็ตบอร์ด Dreg Skatepark ที่นนทบุรี และได้ล้อสเก็ตกลับมาเป็นรางวัล

“ผมก็เล่นมา 2 ปีแล้วนะพี่ จนสนามนี้เหมือนบ้านหลังที่สองของผม เลิกเรียนผมก็มาเล่นที่นี่ตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงสามทุ่ม เราอยู่กันเป็น Family อะพี่ รุ่นพี่คนไหนได้ท่านี้ เค้าก็จะสอนพวกเรา เค้าก็จะแชร์ให้ผม ผมเติบโตและเรียนรู้จากที่นี่ ผมรู้จักสังคมจริง ๆ นะ เวลาผมได้มาเล่นที่นี่ทุกวัน ร้อยพ่อพันแม่มาใช้สนามด้วยกัน ผมว่าก็ต้องปรับตัวที่จะอยู่ด้วยกันนะ”

 

ตั้งต้นมักพูดกับย้ำหลายต่อหลายครั้งถึงคำว่า “Family” หรือ ครอบครัว เพื่อแทนความรู้สึกของผู้คนและสถานที่ที่เขาได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นผ่านการเล่นสเก็ตบอร์ดคู่ใจ ตั้งต้นบอกว่าสนามนี้เปิดกว้างสำหรับทุกคน จะคนนอกหรือคนในก็มาเล่นสนามนี้ได้ มีตั้งแต่รุ่นราวคราวเดียวกันไปจนถึงพี่ ๆ อายุ 30 - 40 ปี ก็มาเล่นสนามนี้ด้วยกันหมดเลย คำว่า “ครอบครัว” ของตั้งต้นจึงเต็มไปด้วยความอบอุ่นของความเป็นพี่ความเป็นน้องในสังคมของนักสเก็ตบอร์ดมือสมัครเล่น ที่มีเป้าหมายอยากเป็นนักกีฬาสเก็ตบอร์ดอย่างจริงจัง

สเก็ตบอร์ดคู่ใจของตั้งต้นอยู่คู่กับเขามา 2 ปีแล้ว เขาเล่าว่าสเก็ตบอร์ดตัวแรกพ่อกับแม่เป็นคนซื้อให้ในราคาราว ๆ 3,000 บาท แต่เป็นแบบ “คอมพลีท” (ประกอบสมบูรณ์มาแล้ว) พอเล่นมาสักพัก เขาก็ทยอยออมเงินจากค่าขนมที่ได้ในแต่ละสัปดาห์ เพื่อเก็บเงินไว้ซื้อชิ้นส่วนใหม่ ๆ เอามาประกอบเอง

 

ช่วงเวลาที่เขาเล่าเรื่องสเก็ตบอร์ดคู่ใจให้ฟัง ตาของตั้งต้นเป็นประกาย ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึง passion ที่มีต่อกีฬาชนิดนี้

“ผมไม่ชอบเลยเวลามีคนมาถ่ายรูปในสนาม เวลามีคนเล่นกันเยอะ ๆ กลางสนาม แล้วมีคนวิ่งเข้ามาถ่ายรูป พี่รู้สึกยังไงอะ”

 

สิ่งหนึ่งที่ฝังใจตั้งต้นเป็นอย่างมาก คืออุบัติเหตุในวันที่มีคนเข้ามาถ่ายรูปในสนาม จนทำให้เขาเกิดอาการบาดเจ็บ จนกลายเป็นแผลใจเรื่องคนมาถ่ายรูปในสนาม "ตอนนั้นมีคนถ่ายรูป วิ่งตัดผ่านไลน์ในขณะที่ผมกำลังเล่นอยู่ ผมจึงตกใจล้มจนข้อต่อนิ้วเท้าขวาหัก" แต่ทว่าแผลกายกับแผลใจก็ไม่ได้ทำให้ตั้งต้นล้มเลิกเป้าหมายแต่ละวัน พอหายเจ็บแล้ว ก็กลับมาเล่นต่อ เขาพูดสั้น ๆ ง่าย ๆ แค่ว่า “อย่างน้อยจะมาถ่ายรูปก็ควรบอกกันก่อน”

แม้ว่าเขาจะได้รับบทเรียนหรือรอยฟกช้ำจากการเล่นสเก็ตบอร์ดแค่ไหน แต่อยู่เรื่องหนึ่งที่เขาชวนคุยอย่างมีสีสัน วันหนึ่งในจังหวะที่เขาเล่นสเก็ตบอร์ดเพลิน ๆ เพียงแต่ว่าเขาไถสเก็ตบอร์ดเร็วไปหน่อย แผ่นสเก็ตบอร์ดของตั้งต้นเลยลอยข้ามหัวสาว ๆ ที่กำลังเดินผ่าน จนไม่ทันที่ตั้งต้นจะวิ่งไปขอโทษ เพราะสาว ๆ กรี๊ดตกใจวิ่งหนีไปหมดแล้ว เขาเลยพูดถึงเหตุการณ์นี้ด้วยอาการเขินอายว่า “เวลาผมเบรกนะ ล้อมันจะดังเอี๊ยด ผู้หญิงร้องว้ายเลยนะครับ ไม่รู้มันเท่หรือเขาตกใจนะพี่ ทุกวันนี้เวลาผมเล่นเลยต้องเปิดเพลงใส่หูฟังตลอด”

 

“ที่นี่ผมได้ประสบการณ์ได้วิธีคิดใหม่ ๆ ที่ในห้องเรียนไม่ได้สอนผมนะ” ประโยคนี้เหมือนกับเป็นคำขอบคุณลานสเก็ตที่เป็นเหมือนห้องเรียนชีวิต และบ้านหลังที่สองของเขาตลอดสองปีที่เขาฝึกเล่นสเก็ตบอร์ด

เรื่อง : เศวตโชติ วิชาชัย

 

#ลานกีฬาเอ็กซ์ตรีม สํานักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา ธรรมศาสตร์ X The People